สำนักงานบัญชี ชัวร์แทค แอคเคาน์ติ้ง
| หน้าที่ของนักทำบัญชีหรือพนักงานบัญชี (ฺBookkeepers) จึงเป็นลักษณะงานประจำที่ต้องทำเหมือนๆ กันทุกวัน คือลงบัญชี แยกประเภทรายการ และทำงบการเงิน โดยคนหนึ่งอาทำตั้งแต่ลงรายการในสมุดบัญชีขั้นต้น ผ่านไปบัญชีแยกประเภท ทำรายการปรับปรุงและปิดบัญชีเมื่อสิ้นงวด ตลอดจนงบการเงิน หรืออาจมีพนักงานหลายคนช่วยกันทำหน้าที่เหล่านี้ ส่วนหน้าที่ของนักบัญชี (Accountants) นอกจากรับผิดชอบงานของผู้ทำบัญชีแล้วยังรวมงานด้านความคิดที่ต้องใช้สมองและความรู้พิเศษอีกด้วย เช่น การวิเคราะห์ แปลความหมายของข้อมูล การวางรูปแบบัญชี การทำงบประมาณ และการสอบบัญชี เป็นต้น ฉะนั้นคนที่จะเป็นนักบัญชีได้จะต้องศึกษา และมีความรู้ทางบัญชีโดยมากกว่าผู้ทำบัญชี |
| แนะซื้อประกัน หวั่นตกงาน |
Tags: บทความการเงิน | สาระน่ารู้
| Written by สำนักงานบัญชี |
| Sunday, 15 June 2008 05:44 |
|
กรุงเทพฯ 15 มิ.ย. – ลูกจ้างเอสเอ็มอีหวั่นตกงานจากพิษน้ำมันแพง เศรษฐกิจทรุด คปภ. แนะทำประกันภัยการว่างงานเพื่อจะได้มีเงินก้อนเป็นทุนทำกิจในอนาคต นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มลูกจ้างและพนักงานออฟฟิศโดยเฉพาะลูกจ้างธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศ ได้ถามรายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ผ่านสายด่วนประกันภัย 1186 แต่ละวันจำนวนมาก ซึ่งคงมีเหตุผลมาจากความหวั่นเกรงปัญหาราคาน้ำมัน ที่ถีบตัวรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสที่จะทำให้ เจ้าของบริษัท ที่มีสายป่านไม่ยาว และไม่มีเงินทุนพอ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีลูกจ้างในระบบนับหมื่นคนและมีโอกาสตกงานสูงอยู่ในขณะนี้ นางจันทรา กล่าวว่า ขอแนะนำลูกจ้างบริษัทต่าง ๆ ที่คิดว่าอาจถูกเลิกจ้างมาซื้อประกันภัย โดยเฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ที่ทางบริษัทประกันภัยเปิดจำหน่ายกรมธรรม์ประเภทนี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีบริษัทประกันเข้าร่วมโครงการนี้ ถึง 44 บริษัท เช่น บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย บริษัท กรุงเทพประกันภัย บริษัท กมลประกันภัย และบริษัท วิริยะประกันภัย เป็นต้น สำหรับรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงานกรณีปิดกิจการและถูกเลิกจ้าง การคิดอัตราเบี้ยประกันการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 2-15 ต่อปีของเงินเดือน โดยมีหลักเกณฑ์การคิดรูปแบบการรับประกันจะพิจารณาตามปัจจัยความเสี่ยงจากลักษณะของธุรกิจที่ผู้เอาประกันเข้าทำงาน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจรับจ้างผลิตเพื่อการส่งออก ได้แก่ กลุ่มทอผ้า ผลิตรองเท้า อัตราเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10-15 กลุ่มเสี่ยงปานกลาง เช่น ธุรกิจผลิตรถยนต์บางแห่ง อัตราเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 6-9 และกลุ่มเสี่ยงต่ำ เช่น ธุรกิจการเงินและธนาคาร อัตราเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2-5 ส่วนหลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมกำหนดวงเงินความคุ้มครองสูงสุดที่ร้อยละ 50 ของเงินเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยจะจ่ายเงินเป็นก้อนเดียว ซึ่งการรับประกันผู้เอาประกันจะต้องเป็นลูกจ้าง มีฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท หากฐานเงินเดือนเกินที่กำหนดจะได้รับความคุ้มครองเทียบเท่ากับฐานเงินเดือนสูงสุด และไม่มีข้อจำกัดวงเงินทุนประกัน ซึ่งจะเริ่มต้นตามฐานเงินเดือนแต่ส่วนใหญ่มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-7,000 บาทต่อเดือน ซึ่งแนวทางนี้ ลดผลกระทบให้กับพนักงานหรือลูกจ้างที่กำลังหวั่นวิตกอาจจะถูกเลิกจ้างงาน หากตกงานไปจะมีเงินก้อนที่จะเป็นทุนนำไปประกอบอาชีพอิสระ และมีเงินบางส่วนไปใช้ในการดำรงชีพได้ (สำนักข่าวไทย MCOT) |
| Last Updated on Tuesday, 02 December 2008 06:55 |