สำนักงานบัญชี

สำนักงานบัญชี ชัวร์แทค แอคเคาน์ติ้ง

Suretax-Accounting.com

ในการประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันสามารถใช้ข้อมูลทางการเงินของกิจการอื่นมาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับธุรกิจของกิจการได้ บัญชีสามารถให้ข้อมูลได้ใน 3 ลักษณะด้วยกันคือ 1. การบัญชีให้ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจ การตัดสินใจที่สำคัญส่วนมากมักเป็นการพิจารณาในแง่ของการเงิน การบัญชีเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยวิเคราะห์ให้ผู้บริหารสามารถประเมินความเป็นไปได้ทางการเงิน 2. การบัญชีเป็นรายงานถึงการตัดสินใจในอดีต ว่าผู้บริหารมีการตัดสินใจถูกต้องเพียงใด 3. การบัญชีช่วยควบคุมสินทรัพย์ตางๆ ของธุรกิจ ทำให้สามารถทราบฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของกิจการ อันเป็นประโยชน์ต่อบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ลงทุน เจ้าหนี้ ตลอดจนรัฐบาล สามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีเหล่านี้ในการตัดสินใจได้
กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ

Tags: บทความการเงิน | สาระน่ารู้

Written by สำนักงานบัญชี   
Saturday, 14 June 2008 07:35

Q.....กองทุนรวมพันธบัตรเกาหลีใต้ กองทุนรวมพันธบัตรออสเตรเลีย มีความเสี่ยงต่ำกว่าในขณะที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับกองทุนรวมพันธบัตรไทยใช่หรือไม่ครับ

A.....ในตอนนี้มักจะมีกองทุนรวมใหม่ที่เรามักจะเรียกรวมๆ กันว่ากองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศออกมาเสนอขายให้กับประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งกองทุนรวมดังกล่าวเป็นที่สนใจของผู้มีเงินเก็บที่ต้องการแสวงหาช่องทางการลงทุนอื่นที่จะให้ดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนที่มากกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์หรือการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

โดยมีเงื่อนไขในเรื่องความเสี่ยงที่ยอมรับได้เช่นเดิม คือ เงินต้นหรือเงินลงทุนจะต้องไม่สูญหาย เนื่องจากมีผู้มาบอกว่ากองทุนรวมดังกล่าวนั้นมีความเสี่ยงต่ำเพราะเป็นกองทุนพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ และให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยด้วย ปัจจุบันกองทุนรวมที่เรียกๆ กันว่ากองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศนั้นส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund หรือที่มักจะเรียกกันว่าเป็นกองทุนรวม FIF) คือ เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายในการนำเงินลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม

ทั้งนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ประเทศต่างๆ นั้น จะมีความแตกต่างกัน เช่น ในประเทศอังกฤษจะอยู่ที่ประมาณ 5.5% ในประเทศออสเตรเลียอยู่ที่ประมาณ 7% ประเทศตุรกีอยู่ที่ประมาณ 15% เป็นต้น และจากการที่กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศนี้ จะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นส่วนเพิ่ม เว้นแต่กองทุนรวมนั้นจะมีการจัดให้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้ ได้แก่ การทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (ซื้อ Forward) การทำสัญญาซื้อขายสิทธิที่จะซื้อขายเงินตราต่างประเทศในอนาคต (ซื้อ Option) การทำสัญญา SWAP (Back-to-back Swap, Currency Swap , Credit Swap, Intrest Rate Swap) โดยในการจัดให้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละรูปแบบนั้นก็จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่างกันไป

จากการที่ประเทศต่างๆ มีอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรที่ต่างกันในขณะที่มีความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อถึงระยะเวลาแล้วนำเงินที่ได้รับจากการลงทุนนั้นแลกกลับเป็นเงินบาทแล้วจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ จะสูงกว่าหรือต่ำกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย ขึ้นอยู่กับทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนเงินของประเทศที่ไปลงทุนกับเงินบาทที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

แต่หากเรามีการจัดให้มีการป้องกันความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนไว้เพื่อให้อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับสุทธิคงที่ ซึ่งในทางทฤษฎีนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในจำนวนที่ทำให้ผลตอบแทนสุทธินั้นจะแทบไม่มีความแตกต่างกันระหว่างในแต่ละประเทศเลย แต่ในทางปฏิบัตินั้นพบว่าอาจจะมีความแตกต่างกันได้บ้างบางขณะ เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ที่ทำให้อัตราผลตอบแทนสุทธิแตกต่างจากในประเทศไทยระหว่าง 0.2%-0.8% ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

ที่เรียกกันว่ากองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศนั้น ปัจจุบันมีรูปแบบในการลงทุนอยู่ 2 ลักษณะคือ

  1. เป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลของต่างประเทศนั้นโดยตรง ซึ่งความเสี่ยงของกองทุนรวมแบบนี้เมื่อไม่นับรวมความเสี่ยงในด้านของอัตราแลกเปลี่ยนที่กล่าวแล้วนั้น จะขึ้นอยู่กับความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลประเทศนั้นๆ ครับว่ามีมากน้อยแค่ไหน โดยอาจจะพิจารณาจากอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศนั้นๆ ที่ได้รับจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำต่างๆ เช่น S&P, Moody’s เป็นต้น เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้ามีอันดับความน่าเชื่อถือมาก ความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการชำระนี้คืนก็จะต่ำ หากจะนำอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไปเป็นตัวเปรียบเทียบจะใช้ได้หรือไม่ ส่วนตัวผมคิดว่าอาจจะใช้ได้ไม่ดีนัก เนื่องจากเราเป็นคนไทยแล้วลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย รัฐบาลไทยคงจะไม่คิดที่จะไม่ชำระหนี้คืนให้กับคนไทยหรอกนะครับ
  2. แบบที่สอง จะเป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนซื้อตราสารทางการเงินจากสถาบันการเงินที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนด ซึ่งตราสารดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงประเภท Credit Linked Note ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับเหตุการณ์ที่มีผลต่อการชำระหนี้ของพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ ความเสี่ยงของกองทุนรวมแบบนี้เมื่อไม่นับรวมความเสี่ยงในด้านของอัตราแลกเปลี่ยนที่กล่าวแล้ว จะขึ้นอยู่กับความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินที่เป็นผู้ออกตราสารการเงินนั้นเป็นลำดับแรก เพราะหากผู้ออกตราสารการเงินมีปัญหาขึ้นมาอาจจะส่งผลกระทบต่อการได้รับชำระหนี้คืนได้

ลำดับถัดไปก็จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของสัญญาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะกำหนดว่าเป็นเงื่อนไขในการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด รวมทั้งรายละเอียดของการคืนหนี้เมื่อเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดนั้นด้วยว่าเป็นอย่างไร เช่น จะชำระเป็นเงินคืนให้จำนวนมากน้อยเท่าไร หรือจะส่งมอบเป็นพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่มีลักษณะเทียบเคียงกัน เป็นต้น

ถ้าจะเทียบเคียงความเสี่ยงในด้านการชำระคืนหนี้กับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย คงแตกต่างกันมากน้อยแล้วแต่กรณี ส่วนถ้าจะเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของต่างประเทศนั้นโดยตรง ผมว่าก็แตกต่างกันมากน้อยแล้วแต่ความเสี่ยงของสถาบันการเงินผู้ออกตราสารและเงื่อนไขในการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดและรูปแบบของการคืนหนี้เมื่อมีการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดนั้น

(หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ)

Last Updated on Tuesday, 02 December 2008 06:57