สำนักงานบัญชี

สำนักงานบัญชี ชัวร์แทค แอคเคาน์ติ้ง

Suretax-Accounting.com

ลักษณะเชิงคุณภาพของงบการเงิน ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงิน จะต้องเป็นข้อมูลที่มีคุณสมบัติประกอบด้วยลักษณะเชิงคุณภาพ 4 ประการ คือ ความเข้าใจได้ ข้อมูลที่นำมาแสดงในงบการเงินจะต้องเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้งบสามารถเข้าจะได้ทันที, ความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต้องเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้ใช้งบการเงิน, ความเชื่อถือได้ ข้อมูลที่มีประโยชน์ต้องเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ ปราศจากความผิดพลาดที่มีนัยสำคัญและความลำเอียง, การเปรียบเทียบกันได้ ข้อมูลในงบการเงินต้องให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถเปรียบเทียบงบการเงินของกิจการในรอบระยะเวลาต่างกันได้ เพื่อผู้ใช้งบการเงินจะสามารถคาดคะเนถึงแนวโน้มของฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการนั้น และยังสามารถใช้เปรียบเทียบงบการเงินระหว่างกิจการ เพื่อประเมินฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน
ลงทุนกับโครงการเกษียณยิ้ม
Written by สำนักงานบัญชี   
Saturday, 14 June 2008 07:31

ท่ามกลางเงื่อนไขและตัวแปรต่างๆ ที่ทำให้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดัน จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้การพูดถึงชีวิตในวัยเกษียณ กลายเป็นกระแสร้อนที่ใครๆ ก็หยิบยกมาเป็นสาระหลักของสังคม ทั้งหลายทั้งปวง คงเป็นผลมาจากความก้าวหน้าด้านการแพทย์และเทคโนโลยี จนทำให้ประชากรมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ผลจากการวางแผนครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราการเกิดลดลง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เคยหยิบยกข้อมูลและสถิติมานำเสนอ พบว่า ในปี 2005 ประเทศในแถบเอเชียมีสัดส่วนผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) คิดเป็นร้อยละ 9 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในอีก 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15

แนวโน้มดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกันในประเทศญี่ปุ่นและประเทศในแถบยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 26 และ 21 ตามลำดับ และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35 และ 28 ตามลำดับ ในอีก 20 ปีข้างหน้า กบข. ยังชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยก็มีลักษณะเดียวกัน ในปี 2005 ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ในอีก 20 ปีข้างหน้า กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประเทศไทยจะมีอัตราประชากรวัยทำงาน (อายุ 15 - 59 ปี) ต่อผู้สูงอายุที่จะต้องดูแลคิดเป็น 6 : 1 และจะเปลี่ยนเป็น 3 : 1 ในอีก 20 ปีข้างหน้า

ดังนั้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของภาครัฐและประชากรวัยทำงานในอนาคตในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่มีงานทำ ทุกฝ่ายจึงตระหนักถึงปัญหานี้กันมากขึ้น และได้มีการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระดมหน่วยงานที่มีอุดมการณ์เพื่อพัฒนาความรู้เรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคล อาทิเช่น สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (TSI) โครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม และสถานีโทรทัศน์มันนี่แชนแนล จัดตั้ง โครงการเกษียณยิ้ม ขึ้น

"จากการที่โครงสร้างประชากรในปัจจุบันเดินมาถึงจุดที่เปลี่ยนไป เนื่องจากอัตราของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ประกอบกับประชากรวัยเด็ก ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะครอบครัวคนไทยในปัจจุบันเริ่มมีบุตรน้อยลง โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน และนิยมมีบุตรช้าเพราะรอให้ฐานะทางครอบครัวมั่นคงเสียก่อน ในปัจจุบันมีคนทำงาน 7 คน เลี้ยงดูคนชรา 1 คน แต่ในอีก 40 ปีข้างหน้า จะมีคนทำงาน 2 คน เลี้ยงดูคนชรา 1 คน นั้นหมายถึงคนวัยทำงานที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุ จะต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น "

ทุกวันนี้คนไทยมีหนี้สินมากกว่ารายได้ ทำให้เงินที่จะต้องเก็บไว้เพื่อใช้ในช่วงชีวิตหลังเกษียณมีไม่เพียงพอ หรือบางคนไม่เคยคิดถึงเงินก้อนนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งเงินก้อนนี้หากนำมาคำนวณดูแล้วเป็นเงินไม่น้อยทีเดียว มีทั้งค่าครองชีพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดูบุตรหลาน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ และยังมีอัตราเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

นั่นเป็นจึงเป็นที่มาของโครงการเกษียณยิ้ม ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งส่งเสริมความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสำหรับสมาชิก เพื่อให้เกิดความพร้อมและความเข้าใจเรื่องการบริหารเงินและการลงทุน เพื่อให้เตรียมพร้อมสู่การมีชีวิตหลังวัยเกษียณได้อย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวไม่แสวงหาผลกำไรทางด้านธุรกิจ แต่มุ่งหวังให้เกิดความรู้เรื่องการบริหารเงินอย่างถูกต้องและแพร่หลาย ภายใต้แนวคิด “ลงทุนพอดี มีใช้พอเพียง” โดยมีจุดประสงค์ที่จะเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคล และรู้จักใช้ทางเลือกอื่นๆ เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารเงินได้อย่างเหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินชีวิต อันจะนำไปสู่ความพอเพียงทางด้านการเงินของประชาชน และเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

การดำเนินงานของโครงการ เป็นไปในรูปแบบของการจัดกิจกรรมบรรยายให้ความรู้ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ กับสมาชิก อาทิเช่น อบรมหลักสูตรการบริหารเงินเบื้องต้นกว่า 10 หลักสูตร ของสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (TSI) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และส่วนลดต่างๆ ของทางตลาดหลักทรัพย์ อีกทั้งยังได้รับข่าวสารและข้อมูลความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยคุณสมบัติของสมาชิกจะต้องมีอายุ 40 ปีขึ้นไป และมีความตั้งใจที่จะบริหารเงิน

โครงการเกษียณยิ้มเริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2551 ซึ่งภายหลังจากเปิดเพียงแค่ 5 วัน มีผู้สนใจสมัครกว่า 100 คน

สำหรับประชาชนคนทั่วไป ในช่วงที่เรายังมีเรี่ยวแรง ยังมีหน้าที่การงานทำ เมื่อมีรายได้ก็ควรจะรู้จักเก็บหอมรอมริบเอาไว้บ้าง ลองจินตนาการถึงชีวิตหลังเกษียณ ที่จะเดินทางมาถึงทุกคนไม่ช้าก็เร็ว ว่าเมื่อรายได้จากการทำงานหยุดไป แต่รายจ่ายในชีวิตประจำวันยังคงมีอยู่ ประกอบกับวงจรชีวิตของมนุษย์เราที่ยืนยาวขึ้นจากพัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปไกล แล้วเราจะทำอย่างไร ถ้าไม่มีเงินใช้อย่างเพียงพอในบั้นปลายของชีวิต

การดำเนินชีวิตทุกวันนี้ จึงไม่ควรใช้ชีวิตไปวันๆ แต่เราจำเป็นต้องคิดวางแผนเพื่อชีวิตหลังเกษียณของตัวเองให้มากขึ้น เราจำเป็นต้องมีแหล่งเงินก้อนเอาไว้ใช้หลังเกษียณ ซึ่งแต่ละคนมีแบบอย่างและสไตล์การเก็บออม เพื่อใช้ในยามเกษียณไม่เหมือนกัน นั่นก็เพราะความชื่นชอบ ความถนัด และความรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน

โดยสมาชิกสามารถสำรองที่นั่งเพื่อร่วมฟังสัมมนา “ลงทุนพอดี มีใช้พอเพียง กับ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร” ในงาน SET in the City Zone @ Money Expo วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2551 เวลา 17.00-18.30 น. ณ Meeting Room 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ส่วนใครที่สนใจ แต่ยังไม่ได้สมัครเข้าโครงการนี้ ลองถามตัวเองดู ว่าคุณหรือเปล่าที่ตั้งใจอยากจะวางแผนการเงินเพื่อให้มีพอใช้ในวัยเกษียณ ถ้าใช่ ก็มาเป็นสมาชิกของโครงการเกษียณยิ้มได้เลย แค่กดโทรศัพท์ไปที่ 02-229-2222

แค่นี้ก็ยิ้มได้กับชีวิตในบั้นปลาย

(หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ)

Last Updated on Sunday, 21 September 2008 06:28