บริษัท ชัวร์แทค จำกัด
| ปัญหาหนี้สินตามคำพิพากษา |
| เขียนโดย สำนักงานบัญชี |
| วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2008 เวลา 00:09 น. |
|
สามีเล่นหุ้นขาดทุนเป็นหนี้เป็นสินจนถูกเจ้าหนี้ฟ้องและถูกศาลพิพากษาให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ หลายแสนบาท ตอนนี้ใกล้จะครบกำหนดเวลาที่ศาลให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้ว ยังหาเงินชำระหนี้ให้เขา ไม่ได้ สามีไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว คงมีแต่ที่ดินพร้อมบ้านที่อยู่อาศัยราคาประมาณล้านบาทเศษ ซึ่งเป็น สินสมรส มีลูกยังเล็ก ๆ อยู่ 2 คน หากถูกยึดที่ดินกับบ้าน คงเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ภริยาควรทำอย่างไร จึงจะไม่ถูกยึดที่ดินกับบ้าน เจ้าหนี้ขู่ว่าถ้ายึดที่ดินกับบ้านขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จะนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวไปฟ้องให้สามีล้มละลายอีกต่างหาก เจ้าหนี้จะฟ้องคดีล้มละลาย ได้หรือไม่ ช่วยชี้แนะทางออกให้ด้วย ปัญหากฎหมายวันนี้ถามมาจากผู้ใช้ชื่อว่า "คนใกล้บ้า"เจ้าของจดหมายใช้ชื่อว่า คนใกล้บ้า ฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วง อยากให้กำลังใจว่า อย่าเพิ่งท้อแท้ คนที่ยิ่งกว่า เรา ยังมีอีกมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้ขอให้ต่อสู้ไป เพราะชีวิตคือการต่อสู้ ความพยายามคือความสำเร็จ เชื่อว่าสักวันหนึ่งชีวิตครอบครัว และฐานะคงจะกลับฟื้น คืนดีขึ้นมาจนได้ปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกที่ถามคือ ภริยาควรทำอย่างไร จึงจะไม่ถูกยึดที่ดินกับบ้านซึ่งเป็นสินสมรส ตามหลักเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ศาลจะออกคำบังคับให้จำเลย หรือลูกหนี้ ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามคำพิพากษาระยะเวลาหนึ่งก่อน ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปศาลจะให้เวลาประมาณ 30 วัน ที่ผู้ถามปัญหาบอกมาในจดหมายว่าตอนนี้ใกล้จะครบกำหนดเวลาที่ศาลให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้ว แสดงว่าใกล้จะครบกำหนดเวลาในคำบังคับ เมื่อครบกำหนดเวลาในคำบังคับแล้ว หากลูกหนี้ ตามคำพิพากษา ยังไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกนี้ตามคำพิพากษามาเพื่อบังคับชำระหนี้ให้แก่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป โดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องขอหมายบังคับคดีและดำเนินการ บังคับคดีตามขั้นตอนอื่น ๆ ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ( ป.วิ.พ. มาตรา 271 คำพิพากษาฎีกาที่ 4741/2539) ผู้ถามปัญหาบอกมาอีกว่า สามีไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว แต่มีที่ดินกับบ้าน ซึ่งเป็นสินสมรส สินสมรสเป็นส่วนของสามีซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง เจ้าพนักงาน บังคับคดี จึงมีอำนาจยึดบ้านกับที่ดินสินสมรสมาขายทอดตลาดเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาได้ ภริยาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะไม่ยอมให้ยึดคงไม่ได้ และเมื่อเจ้าพนักงาน บังคับคดียึดแล้ว ภริยาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะร้องขัดทรัพย์ขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด ก็ทำไม่ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี ถ้าหนี้ตาคำพิพากษากรณีนี้ไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ภริยาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก็มีสิทธิขอกันส่วนครึ่งหนึ่งจากเงินที่ขายทอดตลาดบ้านกับที่ดินสินสมรสได้ แต่ถ้าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ภริยาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ขอกันส่วนไม่ได้ เพราะสามีภริยาจะต้อง รับผิดร่วมกันในหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิเอาชำระหนี้จากสินสมรสและสินส่วนตัว ของทั้งสองฝ่าย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1489 คำพิพากษาฎีกาที่ 5696/2533) หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 หมายถึง หนี้ที่สามีภริยา ก่อร่วมกันและยังรวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้
ส่วนปัญหาที่สามีถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขู่ว่าหากยึดบ้านกับที่ดินขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอใช้หนี้ จะฟ้องให้สามีล้มละลาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะฟ้องได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อยึด บ้านกับที่ดินขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ยังเหลือหนี้อีกเท่าใด ถ้ายังมีหนี้อยู่อีก ไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท และสามีเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิที่จะนำเอา หนี้ตามคำพิพากษาที่ยังเหลืออยู่ไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาทไปฟ้องให้สามี ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ล้มละลายได้ครับ ทั้งหมดเป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจเห็นอกเห็นใจ ยอมให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยไม่ยึดบ้านกับที่ดิน หรือไม่ฟ้องคดี ล้มละลายก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลูกหนี้ตามคำพิพากษาเองว่า มีความสุจริตใจและมีความกระตือรือร้น ที่จะขวนขวายหาเงินมาชำระหนี้ให้เขามากน้อยแค่ไหน (คนข้างศาล, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2541) |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 02 ธันวาคม 2010 เวลา 10:22 น. |