สำนักงานบัญชี ชัวร์แทค แอคเคาน์ติ้ง
| สำนักงานบัญชีบริการ 'ผู้จัดการ Online' หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ ผ่านอินเทอร์เน็ต ด้วยระบบ RSS Feeds ที่ทันสมัย รายงานข่าวรายวันล่าสุดได้รวดเร็วตลอด 24 ชม. จากสำนักหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่มีเนื้อหาครบทุกด้าน อีกทั้งยังเสนอข้อมูลธุรกิจ SMEs หลักวิเคราะห์ เรื่องราว บทความหลากหลายเนื้อหา และเว็บไซต์สำนักงานบัญชี มีบริการดาวน์โหลด 'แบบฟอร์มบัญชี และสื่อการเรียนรู้" ที่เป็นประโยชน์ต่อนักบัญชี หรือผู้ที่สนใจทั่วไป อาทิเช่น เมนูคลังข้อมูลการบัญชี บริการดาวน์โหลดแบบฟอร์มบัญชี บริการทางบัญชีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และตรวจค้นข้อมูลธุรกิจ |
| บทความกฎหมาย เบี้ยปรับตามกฎหมาย |
Tags: บทความกฎหมาย | สาระน่ารู้
| Written by สำนักงานบัญชี |
| Thursday, 19 June 2008 06:11 |
|
"เบี้ยปรับต่างกับดอกเบี้ยอย่างไร ทำไมระยะหลัง ๆ นี้ศาลมักจะวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเบี้ยปรับ และศาลใช้ดุลพินิจลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่สัญญาได้ตกลงกันไว้ตามที่ศาลเห็นสมควร โดยศาลเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ช่วยอธิบายให้ละเอียดด้วย" จากจดหมายของผู้ใช้ชื่อว่า "นักศึกษา" เบี้ยปรับคือ เงินที่ลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้ให้แก่เจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ถ้าเบี้ยปรับที่กำหนดกันไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามที่ศาลเห็นสมควร ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น กฎหมายให้วิเคราะห์ทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 การที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เลย หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควร เช่น ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลา เป็นต้น ย่อมทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ๆ จากลูกหนี้ที่ผิดนัดได้ โดยเจ้าหนี้จะต้องพิสูจน์ความเสียหายที่ตนได้รับจากการที่ลูหนี้ผิดนัดนั้นต่อศาลเมื่อมีคดีพิพาทกัน การที่คู่สัญญาได้ทำสัญญากันว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนผิดนัดผิดสัญญาก็คือ การที่คู่สัญญาตกลงกันกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้านั่นเอง ส่วนดอกเบี้ยเป็นดอกผลนิตินัยอย่างหนึ่งของเงินที่เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายหรือเกิดจากข้อสัญญา เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยผิดนัดในหนี้เงิน เป็นต้น เนื่องจากดอกเบี้ยไม่ใช่ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ดอกเบี้ยจึงเกิดขึ้นได้แม้ลูกหนี้ไม่ได้ผิดสัญญา และเมื่อคู่สัญญาได้ตกลงกันให้คิดดอกเบี้ยกันไว้อัตราใดซึ่งไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้วศาลไม่มีอำนาจไปลดอัตราดอกเบี้ยนั้นลงได้เบี้ยปรับจึงต่างกับดอกเบี้ย แต่ในการคำนวณค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในสัญญานั้น คู่สัญญามักจะใช้คำว่า ดอกเบี้ย แทนที่จะใช้คำว่า เบี้ยปรับ จึงทำให้เกิดความสับสนขึ้นระหว่างความหมายของคำว่า ดอกเบี้ย กับเบี้ยปรับ ดังตัวอย่างในคำพิพากษาฎีกาที่ 100/2541 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้า เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควร จะเรียกค่าเสียหายนี้ว่า เป็นเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย หรืออย่างอื่นก็ได้ แต่หากมีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ให้เจ้าหนี้รับหรือเรียกเอาได้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรแล้วย่อมเป็นเบี้ยปรับทั้งสิ้น เมื่อตามสัญญากู้ยืมเงินกำหนดไว้ว่า หากจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์เรียกชำระหนี้ทั้งหมดและคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญาเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วนเพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งคิดดอกเบี้ยกันร้อยละ 11 ต่อปี ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากอัตราที่กำหนดไว้จึงเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินกว่าศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383" ที่นักศึกษาเจ้าของปัญหาสงสัยว่าทำไมศาลมักจะวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเบี้ยปรับ และใช้ดุลพินิจลดลงตามที่ศาลเห็นสมควรนั้น น่าจะเป็นความเข้าใจผิดของเจ้าของปัญหา มากกว่า เพราะที่ศาลวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเบี้ยปรับนั้น หมายถึงเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ในส่วนที่ลูกหนี้ผิดนัดเท่านั้น หาใช่ดอกเบี้ยเงินกู้อัตราปกติไม่ และเมื่อเป็นเบี้ยปรับเฉพาะส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัด หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับดังกล่าวนี้สูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจลดได้เฉพาะส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดเท่านั้น ศาลจะใช้อำนาจลดให้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามปกติที่คู่สัญญาเขาตกลงกันไว้หาได้ไม่ ดังตัวอย่างในคำพิพากษาฎีกาที่ 7328/2541 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยเพิ่มในการที่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากเดิม ดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นนี้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 แต่ที่ศาลอุทธรณ์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะตามสัญญามีข้อตกลงจะชำระดอกเบี้ยตามปกติโดยไม่ผิดนัดในอัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี และถ้าผิดนัดจึงจะเพิ่มขึ้นจากนี้ ดังนั้นจึงเป็นเบี้ยปรับเฉพาะส่วนที่เกินจากร้อยละ 14 เป็น 13.75 ต่อปี เท่านั้นจะลดลงให้ต่ำกว่านี้ไม่ได้" (คนข้างศาล, นามแฝง, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2542 อ้างใน http://www.elib-online.com) |
| Last Updated on Friday, 19 December 2008 07:14 |