บริษัท ชัวร์แทค จำกัด
| เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการละเมิดทางเพศ |
| เขียนโดย สำนักงานบัญชี |
| วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน 2010 เวลา 23:07 น. |
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการละเมิดทางเพศอนุวัฒน์ ชลไพศาล
บทความนี้เสนอเหตุผลในการต่อต้านการละเมิดทางเพศครับ เมื่อผมพบบทความเรื่อง เศรษฐศาสตร์และกฎหมายว่าด้วยการละเมิดทางเพศในสถานที่ทำงาน (The Economics and Law of Sexual Harassment in the Workplace) เขียนโดย Kauskik Basu (2003) ผมไม่รีรอที่จะถ่ายสำเนาเก็บไว้อ่าน การละเมิดทางเพศ (Sexual Harassment) มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ซับซ้อนครับ
บางสังคมในอดีต เมื่อหัวหน้าหญิงละเมิดทางเพศแก่ลูกน้องชาย หรือ เกิดการละเมิดทางเพศระหว่างเพศเดียวกัน เช่น หญิงกับหญิง หรือ ชายกับชาย จะไม่ถือว่าเป็นการละเมิดทางเพศตามกฎหมาย แต่ในบางสังคมปัจจุบัน การติดรูปจากนิตยสาร Play Boy ในที่ทำงาน หรือ การพูดถึงรูปร่างของเพศตรงข้าม เช่น อ้วนไป หรือ ผอมไป ถือเป็นการละเมิดทางเพศตามกฎหมาย
สาระสำคัญของบทความชี้ให้เห็น ความสำคัญของปัญหาการละเมิดทางเพศ และ เสนอประเด็นเรื่อง การต่อต้านการละเมิดทางเพศ ผ่านการบัญญัติข้อกำหนดทางกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่น่าตื่นเต้น คือ “เหตุผล” ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศครับ บทความเสนอ “เหตุผล” ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศผ่านแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ ผมอ่านแล้วสนุก เลยอยากนำมาเล่าให้ผู้อ่านฟัง ลองจินตนาการ 2 กรณีตัวอย่างครับ
กรณีแรก กฎหมายกำหนดให้ คนจนที่รัฐจัดสรรกรรมสิทธิ์ในที่ดิน (เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือ เพื่อทำการเกษตร) ไม่สามารถขายกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแก่บุคคลอื่น เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของคนจน
กรณีที่สอง กฎหมายกำหนดให้ นายจ้างไม่สามารถเสนอสัญญาจ้าง ในรูปแบบที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างสูง และ มีสิทธิในการละเมิดทางเพศลูกจ้าง เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของลูกจ้าง ถ้าเอาข้อกำหนดทางกฎหมายจาก 2 กรณีตัวอย่างข้างต้นไปถามความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์คงหัวเราะในกรณีแรก แต่ หัวเราะไม่ออกในกรณีที่สอง ทั้งๆที่ตรรกะของนักเศรษฐศาสตร์ในการคัดค้านข้อกำหนดทางกฎหมายทั้งสองกรณีเหมือนกันเลยครับ เหมือนกันยังไงเหรอครับ
ในกรณีแรก นักเศรษฐศาสตร์คัดค้านข้อกำหนดทางกฎหมายด้วยเหตุผลว่า การที่กฎหมายกำหนดให้คนจนไม่สามารถขายกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่บุคคลอื่น จะทำให้กลุ่มที่เสียประโยชน์ คือ "คนจน" เอง เนื่องจาก การที่คนจน (เจ้าของสิทธิ) จะขายสิทธิ (ในที่ดิน) แก่บุคคลอื่นหรือไม่ เป็นการประเมิน ประโยชน์จากการขายสิทธิ (เงินจากการขายที่ดิน, ที่อยู่ใหม่ที่ดีกว่าเดิม) และ ต้นทุนจากการขายสิทธิ (ต้องหาที่อยู่ใหม่) ของคนจน หากเขาคิดว่า การขายสิทธิจะทำให้ได้ประโยชน์มากกว่าต้นทุน ก็ขาย แต่ถ้าเป็นกรณีตรงข้าม ก็ไม่ขาย
ดังนั้น ข้อกำหนดทางกฎหมายในกรณีแรกตัดทางเลือกของคนจนเมื่อเขาพบว่า ประโยชน์ มากกว่า ต้นทุนจากการขายสิทธิ พูดอีกนัยหนึ่ง กฎหมายในกรณีแรกเป็นการริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ" ของคนจน และ ทำให้คนจนเสียประโยชน์
หากนักเศรษฐศาสตร์ใช้ตรรกะแบบเดียวกันในกรณีที่สอง นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชื่อในเสรีภาพของทางเลือก และ ความคงเส้นคงวาของตรรกะ จำเป็นต้องให้เหตุผลว่า การที่กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างไม่สามารถขายสิทธิในการถูกละเมิดทางเพศแก่นายจ้าง จะทำให้กลุ่มที่เสียประโยชน์ คือ "ลูกจ้าง" เอง เนื่องจากการที่ลูกจ้าง (เจ้าของสิทธิ) จะขายสิทธิ (ในการถูกละเมิดทางเพศ) แก่นายจ้างหรือไม่ เป็นการประเมิน ประโยชน์จากการขายสิทธิ (ได้เลื่อนตำแหน่ง, ได้เงินเดือนเพิ่ม) และ ต้นทุนจากการขายสิทธิ (เป็นทุกข์ทั้งกายและใจ, กินไม่ได้นอนไม่หลับ) ของลูกจ้าง หากลูกจ้างคิดว่าการขายสิทธิ ทำให้เขาได้ประโยชน์มากกว่าต้นทุน ก็ขาย แต่ถ้าเป็นกรณีตรงข้าม ก็ไม่ขาย ทำให้ข้อกำหนดทางกฎหมายในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกับกรณีแรก คือ เป็นกฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ" ของลูกจ้าง และ ทำให้ลูกจ้างเสียประโยชน์
เห็นไหมครับ ถ้านักเศรษฐศาสตร์ใช้ตรรกะชุดเดียวกันเพื่อคัดค้านข้อกำหนดทางกฎหมายจาก 2 กรณีตัวอย่าง นักเศรษฐศาสตร์ต้องคัดค้านกฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ" ทั้งสองกรณี เพราะ ทั้งสองกรณีเป็นการที่ผู้บรรลุนิติภาวะ (ไม่ว่าจะเป็น คนจนที่ต้องการขายสิทธิในที่ดิน หรือ ลูกจ้างที่ต้องการขายสิทธิในการถูกละเมิดทางเพศ) ตัดสินใจเลือกโดยสมัครใจ และ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
แต่เดี๋ยวก่อนครับ ทำไมเมื่อเราเอา 2 กรณีตัวอย่าง (ที่มีตรรกะในการคัดค้านเหมือนกัน) ไปถามความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์คงหัวเราะ (เพื่อคัดค้าน) กฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิที่ดิน” กรณีแรก แต่หัวเราะไม่ออก (ลังเลที่จะคัดค้าน) กฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิการถูกละเมิดทางเพศ" กรณีที่สอง ทำไมครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้คำอธิบายผ่านความถูกผิดด้านศีลธรรมอาจไม่เพียงพอ Basu (2003) เสนอเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศ (สนับสนุนกฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิการละเมิดทางเพศ”) ด้วยแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ครับ
แบบจำลองดังกล่าว เปรียบเทียบสวัสดิการแรงงาน ในเรื่อง ค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ และ ต้นทุนของลูกจ้างในการถูกละเมิดทางเพศ ในสองสถานการณ์ที่มีข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกัน เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกจ้างจะมีสวัสดิการดีขึ้นในสถานการณ์ที่มีข้อกำหนดทางกฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศถูกบังคับใช้
สถานการณ์แรก เป็นสถานการณ์ที่กฎหมาย "อนุญาต" การละเมิดทางเพศ ทำให้นายจ้างสามารถเสนอสัญญาจ้าง 2 รูปแบบ คือ สัญญา A เป็นค่าจ้างสูง แต่ ลูกจ้างจะถูกละเมิดทางเพศจากนายจ้าง โดยต้นทุนจากการถูกละเมิดทางเพศของลูกจ้างแต่ละคนมีความแตกต่างกัน สัญญา B เป็นค่าจ้างต่ำ แต่ ลูกจ้างไม่ถูกละเมิดทางเพศ สถานการณ์ที่สอง เป็นสถานการณ์ที่กฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศ ทำให้นายจ้างสามารถเสนอสัญญาจ้างได้เพียงรูปแบบเดียวคือ สัญญา C เป็นค่าจ้างกลาง และ ลูกจ้างไม่ถูกละเมิดทางเพศ
ภายใต้ข้อสมมติเรื่องตลาดแรงงานแข่งขันสมบูรณ์ Basu (2003) พิสูจน์ให้เห็นว่า ระดับค่าจ้างในสัญญา C (ที่กฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศ) จะสูงกว่า ระดับค่าจ้างในสัญญา B (ที่กฎหมาย "อนุญาต" การละเมิดทางเพศ) เสมอ ทำให้ลูกจ้างที่เปลี่ยนจากสัญญา B สู่สัญญา C มีสวัสดิการดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น จะมีลูกจ้างบางส่วนที่เคยเลือกสัญญา A (ที่กฎหมาย "อนุญาต" การละเมิดทางเพศ) เปลี่ยนมาเลือกสัญญา C (ที่กฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศ) เมื่อมีการเปลี่ยนกติกาจากข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้สวัสดิการของลูกจ้างโดยรวมดีขึ้นในสถานการณ์ที่มี กฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศ เปรียบเทียบกับ สถานการณ์ที่กฎหมาย “อนุญาต” การละเมิดทางเพศ
ข้อพิสูจน์เรื่องสวัสดิการของลูกจ้างที่ดีขึ้นจากแบบจำลองนี้เองครับที่ Basu (2003) ใช้เป็น “เหตุผล” ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศ (สนับสนุนกฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ") เหตุผลดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นว่าด้วยความถูกผิดด้านศีลธรรมครับ เพราะ ผมคิดว่าความถูกผิดด้านศีลธรรม แปรผันตาม ระยะเวลา และ ตัวบุคคล
ด้านหนึ่ง ธรรมชาติของเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และ ซับซ้อน เหตุผลในการต่อต้านการละเมิดทางเพศในบทความก้าวข้ามความถูกผิดด้านศีลธรรม ในความหมายที่ว่า เรื่องเพศเป็นเรื่อง “ผิดบาป” และ สังคมต้องกำกับควบคุมอย่างเข้มงวด แต่อีกด้านหนึ่ง เหตุผลดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการกำหนดกฎหมายที่ริดรอน “สิทธิในการขายสิทธิ” ในทุกกรณีไป แต่ลองเปลี่ยนคำในบทความนี้ใหม่ จาก "การต่อต้านการละเมิดทางเพศ" เป็น "ความจำเป็นในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ" ดูครับ สวัสดิการของแรงงานจะเป็นอย่างไร ในสถานการณ์ที่สังคมไม่มีกติกากำหนดมาตราฐานความเป็นอยู่ของแรงงาน (ยินยอมให้แรงงานทำงานหนักในภาวะเสี่ยงภัย หรือ ยินยอมให้แรงงานรับอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี) สองเรื่องนี้มันตรรกะเหมือนกันเป๊ะเลยครับ
บทความนี้เสนอเหตุผลของความจำเป็นในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำครับ |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน 2010 เวลา 23:13 น. |