suretax

สำนักงานบัญชี ชัวร์แทค แอคเคาน์ติ้ง

DooHealthy.com
วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์
เขียนโดย สำนักงานบัญชี   
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2009 เวลา 11:09 น.

ในชั่วโมงนี้คงไม่มีใครไม่รู้ว่าเราเองก็กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจล้มเป็นโดมิโนซึ่งมาจากพี่ยักษ์ใหญ่คนสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา  คนมีงานทำกลับต้องมาเตะฝุ่นมากกว่าล้านคนทั่วโลก ออเดอร์จากการสั่งสินค้าไม่ขยับมีกลับถดถอยลง ทำเอาลูกบ้านอย่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งบ้านเราได้รับอานิสงส์นี้มาด้วย  ถ้าจะย้อนไปให้ดีๆก็ไม่ต่างกับเหตุการณ์ฝันร้ายของคนไทยในปี 2540 วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis) ซึ่งไทยเองก็ได้รับบทเรียนราคาแสนแพงเช่นกันนี้มาก่อน

คำถามทำไมประเทศมหาอำนาจเช่นอเมริกาถึงตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ กล่าวได้ง่ายๆก็คือ การใช้จ่ายเงินในอนาคตที่เรียกง่ายๆก็คือ บัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เป็นกลไกหลักอย่างหนึ่งที่ขับเคลื่อนวิกฤตการณ์นี้ มูลค่าของเงินได้เข้ามาเป็นหนึ่งในปัจจัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตของมนุษย์ พอมีเงินแล้วก็สามารถเลือกเฟ้นหาสิ่งต่างๆที่ใจเราต้องการ รวมทั้งที่อยู่อาศัยซึ่งมนุษย์เองก็ต้องการไม่แพ้กับเงิน

ถ้ามนุษย์ต้องการแสวงหาบ้านดีๆซักหลังแต่ต้องผิดหวังกับรายจ่ายที่ต้องมีมากกว่ารายรับ แล้วทางออกของปัญหาหละจะทำอย่างไร  ก็ตอบได้ง่ายๆก็คือ ทำการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้าน แต่เนื่องมาจากหลายปีที่ผ่านมาราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาดีดตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เป็นผลสืบเนื่องมาจากอัตราการขยายตัวของประชากรเพิ่มขึ้น อีกทั้งจากการเก็งกำไรของผู้ลงทุน ทำให้ราคาบ้านมีราคาสูงอย่างเห็นได้ชัดแตกต่างกับรายได้ที่มีเท่าเดิม ทำให้สถาบันการเงินต่างๆเล็งเห็นดีว่าแม้จะทำการหักค่าใช้จ่ายของผู้กู้แล้ว ก็ไม่เพียงพอสำหรับจ่ายหนี้ที่กู้มาได้ ทำเอาผู้คนที่มาใช้บริการถึงกับกุมขมับยอมกลับบ้านอย่างผิดหวัง ทั้งนี้มีผลมาจาก นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ทำให้ราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์ผันผวน

ทางด้านสถาบันการเงินของสหรัฐฯก็ได้วิตกกับปัญหาเหล่านี้  และพยายามจะหาทางออกโดยใช้ตราสารหนี้(ประเภทซับไพร์ม)ชนิดใหม่ขึ้นมา โดยมีมาตรการจูงใจลูกค้าด้วยผลตอบแทนในราคาที่สูงกว่าเกณฑ์  เพื่อดูดเม็ดเงินจำนวนมากไหลมาในระบบ จากบรรดาผู้มีอันจะกิน หรือแม้กระทั่งสถาบันการเงินอื่นๆก็ตาม เท่ากับว่าสถาบันการเงินยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ต่อที่ 1 มีเม็ดเงินไหลมาในระบบ ต่อที่ 2 บริหารจัดการเงินที่ได้มานั้น เอาไปปล่อยสินเชื่อให้กับนักลงทุนที่จะนำไปลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกต่อ

ตราสารหนี้ประเภทซับไพร์มเหล่านี้ ก็แพร่หลายในสหรัฐฯอยู่ชั่วขณะหนึ่ง จึงทำให้เกิดตราสารหนี้ชนิดเดียวกันนี้ออกดอกออกผลมากมาย ในขณะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ผันผวนอยู่นั้น เหล่าบรรดาสถาบันการเงินก้องัดกลยุทธ์เด็ดๆ เรียกได้ว่าถ้าเป็นขนมหวาน ก็คงไม่พลาดที่มดจะมากินทั้งรัง ทำเอาพฤติกรรมการใช้เงินของชาวอเมริกันจากเดิมที่ฟุ้งเฟ้ออยู่แล้วถึงกับลอยลิ่วตัวปลิวกับการใช้จ่าย อย่างไรก็ตามงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง เศรษฐกิจของสหรัฐก็เริ่มมาถึงทางตัน ระบบทางการเงินขาดสภาพคล่อง  ราคาที่ดินจากเดิมที่รุ่งโรจน์ก็พร้อมใจกันแตกดับ คนอเมริกันที่มีชีวิตอันสวยหรูกลับมาต้องหมดอาลัยตายอยาก

สถาบันและบริษัทการเงินประเมินแล้วว่ารายรับที่คาดว่าจะได้กลับกลายเป็นอากาศ ต่างก็หาทางออกอย่างรวดเร็ว ถึงกับกวดขันอย่างจิงจังเรื่องการกู้เงิน เรื่องการขอสินเชื่อเป็นเรื่องไม่หมูอีกต่อไป เงินเริ่มฝืดเพราะประชาชนมีหนี้ท่วมหัว จะจับจ่ายใช้สอยอะไรก็คิดมากขึ้น เศรษฐกิจของชาติกำลังอยู่ในช่วงขาลง ทั้งนี้ก็เพราะความผิดพลาดในการปล่อยสินเชื่อซับไพร์มเป็นจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการขายต่อออกไป อีกทั้งภาครัฐยังไม่มีมาตรการที่รัดกุมพอ ประกอบกับความจูงใจในตราสารหนี้ หรือแม้กระทั่งความเลินเล่อในการประเมินค่าความเสี่ยงในตลาดอสังหาริมทรัพย์

รัฐบาลสหรัฐอเมริการีบเข้า TakeOver สถาบันจำนองสินเชื่อบ้าน โดยหวังพยุงตลาดอสังริมทรัพย์ และไม่นานหลังจากนั้น กลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) , AIG Group (American International Group) และสถาบันการเงินต่างๆในสหรัฐถึงขั้นวิกฤตขาดสภาพคล่องในการบริหารจนนำมาสู่ ประกาศขอล้มละลายจนทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องเข้ามาอุ้มกิจการเอาไว้ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาที่มีเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับโลก กลับต้องดิ่งสู่เหวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมความเสียหายยังส่งผลเป็นสึนามิต่อประเทศต่างๆในโลก ที่มีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ

ถ้ามองกันให้ดีเหตุการณ์ครั้งนี้แทบไม่ต่างอะไรกับปี2540ที่ไทยเองต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis)  โดยไทยเองเป็นตัวการหลักของวิกฤตครั้งนี้ทำเอาประเทศที่ใกล้เคียงในภูมิภาค ต่างก็ประสบปัญหาเดียวกับไทย ไม่ว่าจะเป็น ประเทศต่างๆในอาเซียน หรือแม้กระทั่งแดนกิมจิอย่างเกาหลีใต้ก็ต้องปวดหัวยอมรับชะตากรรมเดียวกัน จากเดิมที่ประเทศไทยนั้นเศรษฐกิจสดใส ตลาดหุ้นต่างก็ปิดในแดนบวก พูดได้เลยว่าตอนนั้นไทยเองก็ยิ้มหน้าบานขานรับสัญญาณที่ดี ค่าเงินบาทในตอนนั้นแข็งตัวเป็นอย่างมาก ทำเอานักธุรกิจ นักลงทุนน้อยใหญ่ต่างก็หันมากู้เงินต่างประเทศ เอามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ หรือไม่จะเป็นการเก็งกำไรธุรกิจต่างๆ ไม่นานหลังจากนั้น กองทุนต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท เพราะเงินบาทแข็งตัวเกินมาตรฐาน วันล่มสลายเริ่มเข้ามาถึง เงินบาทเริ่มลอยตัวอ่อนปวกเปียก ทำเอานักลงทุน เจ้าของกิจการที่กู้เงินจากต่างชาติต้องมีหนีเพิ่มเป็นสองเท่าโดยไม่รู้ตัว บริษัทต้องปิดกิจการเนื่องจากขาดสภาพคล่องและไม่มีกำลังเงินในการชำระหนี้ จากเดิมที่รายได้สูงลิ่วกลับต้องมาเดินเตะฝุ่นไม่ต่างอะไรกับวิกฤตการณ์ Hamburger  ไทยเองก็ต้องยอมให้สถาบันการเงินในประเทศทั้งหลายล้มลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กองทุน IMFเริ่มเข้ามามีบทบาทในชาติในด้านให้เงินกู้แก่ประเทศ คนไทยทุกคนแม้กระทั่งเด็กเกิดใหม่ต่างก็มีหนี้ติดตัวมาแต่เกิดกันทั้งนั้น

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจของเมืองลุงแซมก็ไม่แตกต่างอะไรกับวิกฤตการณ์การเศรษฐกิจของไทยเมื่อปี2540 เกิดจากการไม่มีวินัยทางการเงิน ความสุรุ่ยสุร่ายของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายนั้นยังผลไปสู่วิกฤตการณ์ครั้งนี้ เหตุผลว่าทำไมมันถึงลุกลามไปทั่วโลก ก็เนื่องมาจากเศรษฐกิจของสหรัฐมีขนาดใหญ่ โยงใยเชื่อมโยงกับเครือข่ายเศรษฐกิจอื่นๆไปทั่วโลก นักลงทุน นักเศรษฐกิจเองต่างก็เล็งเห็นถึงผลกระทบครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ของไทยแล้ว เศรษฐกิจของสหรัฐรุนแรงและส่งผลกระทบไปในวงกว้างมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดมาจากประชาชนพลเมืองของประเทศ ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน นักธุรกิจในตอนนี้คือต้องใช้สติ ทุกอย่างอาจจะต้องอาศัยเวลาในการเปลี่ยนแปลง แต่จำต้องใช้สติไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนลงทุน  ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วอยากจะลงทุนทันทีต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและผลภายหน้าที่ได้รับด้วย จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้มากทีเดียว และที่สำคัญควรพึงระลึกไว้เสมอว่า ธรรมชาติของการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง หุ้นมีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นธรรมดา ซึ่งอยู่เหนืออำนาจการควบคุมของเรา เพราะฉะนั้นแล้ว ถึงจะเจอมรสุมลูกใหญ่ขนาดไหน แต่มีสติเป็นเครื่องกับการกระทำ ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้เราต้องหวาดกลัวการลงทุนในครั้งต่อไป
     
(บทความโดย นายเดชบดินทร์ บุญพา, สำนักงานบัญชี ชัวร์แทค แอคเคาน์ติ้ง)

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2009 เวลา 14:29 น.
 

Share


Bookmark and Share

Like Box